5 ปัจจัยสำคัญที่น่าจับตาในวันศุกร์: เฟด, ECB และข้อมูลมหภาค

Investing.com – การซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์เต็มไปด้วยข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่น่าสนใจ ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะดำเนินการในการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า

ฤดูกาลแห่งรายงานผลประกอบการของบริษัทยังคงดำเนินต่อไป

น้ำมันดิบเบรนท์ฟิวเจอร์ส ซื้อขายสูงขึ้น

ตลาดคริปโตเคลื่อนไหวด้วยความผันผวนในเช้าวันนี้

นี่คือปัจจัยสำคัญ 5 ประการที่นักลงทุนควรคำนึงถึงในวันนี้ก่อนทำการตัดสินใจ

1. เฟดและ ECB ถูกจับตามอง การกล่าวของลาการ์ด

หลังจากเมื่อวานนี้ที่เราได้เห็นรายงานของ GDP รายไตรมาสของสหรัฐฯ ร่วมกับ PMI ของยูโรโซนและข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่น่าสนใจอื่น ๆ ในสัปดาห์นี้แล้ว นักลงทุนต่างก็ให้ความสนใจกับ เฟด และ ECB ที่จะเปิดเผยการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า

เวลา 11.30 น. ตามเวลาสเปน คริสตีน ลาการ์ด ประธาน ECB จะกล่าวปราศรัย

2. รายงานผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ

เป็นสัปดาห์ที่เข้มข้นของรายงานผลประกอบการทางธุรกิจ โดยวันนี้เราจะเห็นรายงานจาก Chevron (NYSE:CVX) American Express (NYSE:AXP) และอื่น ๆ

3. ตลาดคริปโต ราคากาแฟเพิ่มขึ้น

ตลาดคริปโตยังคงพยายามที่จะฟื้นตัวขึ้น โดยBitcoin ซื้อขายที่ 23,000 ดอลลาร์และ Ethereum ที่ 1,500 ดอลลาร์

ราคา กาแฟเกรด C ของสหรัฐฯ ที่วันนี้เคลื่อนไหวที่ 167 ดอลลาร์

การเงิน 5 ปัจจัยสำคัญที่น่าจับตาในวันศุกร์

4. ตลาดหุ้นเอเชียและอเมริกา

ดัชนีนิคเคอิ และดัชนี ฮั่งเส็ง ของฮ่องกงไม่มีการซื้อขาย ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต ปิดทำการเนื่องในวันตรุษจีน

สำหรับตลาดหุ้นวอลล์สตรีทได้ปิดตลาดเมื่อวานนี้ด้วยสีเขียว S&P 500 ปิดเพื่มขึ้น 1.1% Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.7% และ ดาวโจนส์ ปิดบวก 0.6%

5. ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค

ข้อมูลอ้างอิงทางเศรษฐศาสตร์มหภาคในยุโรปจะเป็น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในฝรั่งเศส GDPในสเปน ยอดขายภาคอุตสาหกรรมในอิตาลี และ สินเชื่อส่วนบุคคลในยูโรโซน

ในสหรัฐอเมริกา เราจะทราบรายงานรายได้ส่วนบุคคล การใช้จ่ายส่วนบุคคล และ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

ข่าวการเงินเพิ่มเติม>>>>จุดกำเนิดธนาคารแห่งประเทศไทย

จุดกำเนิดธนาคารแห่งประเทศไทย

จุดกำเนิดธนาคารแห่งประเทศไทย

การเงิน

สุพริศร์ สุวรรณิก สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

สวัสดีปีใหม่ 2566 แด่ผู้อ่านทุกท่านครับ สำหรับปีนี้นับเป็นก้าวย่างปีที่ 81 ของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “แบงก์ชาติ” ผู้ดูแลเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และดูแลระบบการเงินของประเทศให้มีเสถียรภาพ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เขียนจะขอพาท่านผู้อ่านย้อนเวลากลับไปกว่า 8 ทศวรรษ สำรวจจุดกำเนิดธนาคารกลางของไทย ซึ่งผู้เขียนได้เคยรวบรวมไว้จากเอกสารหลักฐานต่างๆ โดยเฉพาะจดหมายเหตุที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ร่วมกับ ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย ดร.สรา ชื่นโชคสันต์ และคุณนิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์ กันครับ

จุดเริ่มต้นของแบงก์ชาติเกิดขึ้นในปี 2485 ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเข้าสู่ประเทศไทย บังคับให้ไทยต้องยอมเป็นพันธมิตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ญี่ปุ่นต้องการจัดตั้งธนาคารกลางขึ้นมาในประเทศไทย เพื่อเป็นผู้ควบคุมทางการเงิน โดยมีหัวหน้าและที่ปรึกษาเป็นชาวญี่ปุ่นทั้งหมด ซึ่งไทยยอมรับไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถให้คนต่างชาติมาควบคุมระบบการเงินในประเทศได้ตามใจชอบ

ในขณะนั้น รัฐบาลไทยจึงได้ร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นอย่างรวดเร็วและรอบคอบ โดยใช้เวลาเพียง 2 เดือน ก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นมาอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม 2485 โดยต่อยอดจากสำนักงานธนาคารชาติไทยที่ได้จัดตั้งและเตรียมการไว้ล่วงหน้า เพื่อยืนยันกับญี่ปุ่นว่าไทยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการเงินอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ญี่ปุ่นเข้ามาทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางให้

แบงก์ชาติจึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อปกป้อง “อธิปไตยทางการเงิน” ของประเทศ และต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤติการเงินตั้งแต่วันแรก เนื่องจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยประสบปัญหาเงินเฟ้อสูง เพราะเมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม มีความต้องการใช้เงินบาทจำนวนมาก ทั้งจากทหารญี่ปุ่นและรัฐบาลจึงมีการขอ “พิมพ์เงินเพิ่ม” เพื่อเอามาใช้จ่ายในระบบ

ก่อนญี่ปุ่นยกทัพเข้าประเทศไทยมีธนบัตรใช้งานอยู่ประมาณ 275 ล้านบาท แต่เมื่อสงครามยุติ ไทยพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้งานเกือบ 2,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7 เท่า ในเวลาไม่ถึง 4 ปี จึงเป็นความท้าทายของแบงก์ชาติที่จะต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อสูง จนธนบัตรไม่มีมูลค่ากลายเป็นแค่แผ่นกระดาษ

อัพเดทข่าวการเงินน มาใหม่ แนะนำข่าวเพิ่มเติม :  ค่าเงินบาทวันนี้ 10/11/65 เปิดที่ระดับ 36.87 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง

ค่าเงินบาทวันนี้ 10/11/65 เปิดที่ระดับ 36.87 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง

ค่าเงินบาทวันนี้ 10/11/65 เปิดที่ระดับ 36.87 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง

การเงิน

ค่าเงินบาทไทยเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 36.87 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 36.85 บาทต่อดอลลาร์ คืนนี้เกาะติดเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ต.ค.

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย ระบุ ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ที่ระดับ 36.87 บาทต่อดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 36.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยแนวโน้มค่าเงินบาท มองว่า การแข็งค่าอย่างรวดเร็วของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา อาจเริ่มถูกชะลอลงและมีโอกาสเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง หลังจากผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น ในระหว่างที่รอผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และรอลุ้นรายงานเงินเฟ้อ CPI

โดยประเมินว่า หากเงินเฟ้อ CPI โดยเฉพาะเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI เร่งขึ้นมากกว่า +0.5% อาทิ +0.7% จากเดือนก่อนหน้า ก็อาจทำให้ตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ทำให้ตลาดเดินหน้าปิดรับความเสี่ยงและหนุนให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นได้

อย่างไรก็ดี ในกรณีดังกล่าว การอ่อนค่าของเงินบาทอาจไม่ได้รุนแรงมากนัก หลังผู้ส่งออกบางส่วนเริ่มกลับมารอขายเงินดอลลาร์ในช่วง 37.30 บาทต่อดอลลาร์ จากช่วงก่อนหน้าที่ส่วนใหญ่จะรอแถว 38.00 บาทต่อดอลลาร์หรือสูงกว่านั้น นอกจากนี้ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติก็อาจยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อได้บ้าง ซึ่งประเมินว่า นักลงทุนต่างชาติอาจเริ่มทยอยขายทำกำไรหุ้นไทยในระยะสั้น หากดัชนี SET ปรับตัวขึ้นใกล้โซนแนวต้านแถว 1,650 จุด

ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนของหลายปัจจัยคงแนะนำให้ผู้ประกอบการควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ Options ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงได้ดีในช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.75-37.05 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งการเทอมสหรัฐฯ ที่ยังไม่สามารถชชี้ชัดได้ว่า พรรคการเมืองใดจะสามารถครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ส่งผลให้บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง โดย ดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง -2.08%

นอกจากนี้ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยลดความเสี่ยง ก่อนที่จะรับรู้รายงานข้อมูลเงินเฟ้อ CPI ในวันนี้ (เวลาประมาณ 20.30 ตามเวลาในประเทศไทย) ซึ่งผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า เงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมจะส่งสัญญาณชะลอตัวลงและช่วยเพิ่มโอกาสที่เฟดจะชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ หากเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ กลับเร่งตัวขึ้นสูงกว่าคาด ก็อาจกดดันให้ตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงต่อได้เช่นกัน

ทางด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลงเล็กน้อย -0.30% ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด หลังจากที่ตลาดหุ้นยุโรปได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า โดยมองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจเลือกที่จะลดความเสี่ยงลงบ้าง ก่อนรับรู้ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ

นอกจากนี้ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบ (Equinor -1.3%, TotalEnergies -0.8%) ท่ามกลางความกังวลสถานการณ์การระบาด COVID-19 ที่อาจกระทบต่อความต้องการใช้พลังงาน

ส่วนตลาดบอนด์ ความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ได้ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.10% อย่างไรก็ดี มองว่า ควรระวังความเสี่ยงของรายงานข้อมูลเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ เพราะหาก เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน มีการเร่งตัวขึ้นมากกว่าคาด ก็อาจทำให้ตลาดมีการปรับมุมมองความคาดหวังต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟด โดยสังเกตว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มักจะปรับตัวสูงขึ้น ตามมุมมองของตลาดต่อจุดสูงสุดของดอกเบี้ยนโยบายเฟด (Terminal Rate) ที่ในปัจจุบันตลาดคาดว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยถึงระดับ 5.25%

ขณะที่ตลาดค่าเงิน ความต้องการถือเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนทั้งผลการเลือกตั้งกลางเทอมและรายงานข้อมูลเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นใกล้โซน 110.5 จุด

นอกจากนี้การกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค.) ผันผวนใกล้ระดับ 1,710 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้านแถว 1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ซึ่งควรระมัดระวังความผันผวนของราคาทองคำในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานเงินเฟ้อสหรัฐฯ รวมถึงผลการเลือกตั้งกลางเทอม (ยกเว้นการเลือกตั้งวุฒิสภาของรัฐจอร์เจียที่จะต้องมีการเลือกตั้งอีกรอบในต้นเดือนธันวาคม หลังจากที่ไม่มีผู้สมัครท่านใดได้คะแนนเกิน 50%)

สำหรับวันนี้ไฮไลท์สำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจะจับตาอย่างใกล้ชิดและอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางตลาดการเงิน คือ รายงานเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม โดยตลาดมองว่า เงินเฟ้อทั่วไป CPI อาจชะลอลงสู่ระดับ 8.0% ตามการชะลอลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่วนราคาพลังงานก็ทรงตัว

ทั้งนี้ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสำคัญต่อ เงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI โดยหาก Core CPI ชะลอลงสู่ระดับ 6.5% (คิดเป็นการเพิ่มขึ้นราว +0.5% จากเดือนก่อนหน้า) หรือต่ำกว่านั้น ก็อาจสะท้อนว่า เงินเฟ้อ โดยเฉพาะเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งมั่นใจว่า เฟดอาจพิจารณาชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดๆ ไป

นอกจากนี้ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ควรติดตามต่อเนื่อง หลังจากที่พรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีโจ ไบเดน สามารถทำผลงานได้ดีกว่าคาด ทำให้ผลการเลือกตั้งยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ในหลายรัฐที่คะแนนเสียงของทั้งสองพรรคมีความสูสีกัน